ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของเด็กห้องคิงโรงเรียนดังในเชียงใหม่ ทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนจนจบ ม.6 ตัดสินใจไม่เรียนต่อเพราะไม่มีเงินค่าเทอม ลมพัดลมเพเจอคุณลุงวัย 70 กว่า เซ้งร้านอาหารให้ที่ภูเก็ต พรหมลิขิตบันดาลชักพาให้พบรักแรกและรักแท้กับหนุ่มเยอรมัน คบกันได้อาทิตย์กว่า ๆ ขอแต่งงาน

0
769
Thai People's Story
“ พี่ขอเล่าย้อนเรื่องลุงคนนั้นที่เปลี่ยนชีวิตพี่ให้ฟังก่อนนะ แกชื่อลุงโอเวน คิดดูสภาพคุณลุงแก่ ๆ วัย 70 กว่า ฟันก็จะหลุดแหล่มิหลุดแหล่  แกมากินข้าวร้านที่พี่ทำงานเสริ์ฟที่เชียงใหม่ มาทุกวัน ลากรองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น ดูมอซอ มาทีไรแกจะสั่งเบียร์กับเนื้อแดดเดียว กินเสร็จให้แบงค์ 500 และเดินจากไป จนพี่ต้องวิ่งตามว่าให้เอาตังค์ทอน แต่แกบอกนั่นแหละให้เป็นทิป คุยกันเหมือนลูกค้าและเป็นเหมือนคุณลุงท่านนึงเรื่อยมา จนอยู่มาวันนึงแกถามพี่ขึ้นว่า ‘ ไม่อยากมีร้านเป็นของตัวเองหรอ ’ เด็กอายุยังไม่ 18 อึ้ง และตอบกลับไปแบบฝัน ๆ ว่า ‘ อยากมี ’ วันต่อมาแกมาหาที่ร้านและบอกว่า ‘ ส้ม เธอพาฉันไปหาหมอฟันหน่อย ’ วันรุ่งขึ้นพี่ก็พาแกไปหาหมอฟัน และหลังจากวันนั้น พี่ก็ไม่ได้เจอแกอีกจนกระทั่งมีคนโทรมา
“ คุณส้มใช่ไหมครับ พ่อคุณส้มมาเซ้งร้านให้ที่ภูเก็ต ”  ตอนนั้นพี่ก็งง พ่อพี่ขับแท๊กซี่อยู่กรุงเทพฯ แล้วทำไมไปเซ้งร้านให้ที่ภูเก็ต ถามไปถามมา พี่แกถึงบอกว่า ‘ พ่อบุญธรรมที่เป็นฝรั่งที่ชื่อโอเวน ’ ถึงบางอ้อก็ตั้งสติก่อนเลยเพราะชีวิตที่ผ่านมามีอะไรตลก ๆ เยอะแยะ สืบสาวราวเรื่องได้ ตัดสินใจไม่ไปสอบโควต้าเข้ามหาวิทยาลัย เพราะมีความรู้สึกเหมือนมีอะไรท้าทายที่รอเราอยู่ เพื่อความปลอดภัยชวนพี่อีกคนนึงขึ้นเครื่องบินไปภูเก็ต และก็เป็นคุณลุงโอเวนจริง ๆ สภาพร้านที่แกเซ้งพร้อมจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าให้ 1 ปีนั้นโกโรโกโสมาก แต่ก็ซาบซึ้งใจคุณลุงโอเวน เราเริ่มจัดการซ่อมแซมร้าน อยู่มาวันหนึ่ง ชีวิตที่จะเรียกว่านิยายน้ำเน่าก็ไม่ปาน ได้เจอกับทอม หนุ่มนักการตลาดจากเยอรมันที่เพิ่งอกหักจากแฟน จองตั๋วมาเที่ยวเมืองไทย กะว่าบินมาเที่ยวที่ภูเก็ตสักอาทิตย์ กามเทพแผลงศรให้มาตกหลุมรักพี่ คบกันได้อาทิตย์กว่า ๆ พี่ทอมก็โทรมาขอแต่งงานทางโทรศัพท์ระหว่างที่เขาบินกลับกรุงเทพฯ ส่วนคุณลุงโอเวนก็กลับบ้านที่นอร์เวย์ พร้อมกับโอนเงินเข้าบัญชีให้พี่ทำร้านต่อ เป็นเงิน 1 ล้านบาท ตลอดเวลาที่ลุงโอเวนกลับบ้านไป พี่ก็เพียรพยายามเขียนจดหมายเล่าเรื่องร้านให้ฟังตลอดแต่ก็ไม่มีจดหมายสักฉบับตอบกลับมา แกหายไปจนกระทั่งบัดนี้
 ” ปี 2000 พี่ตัดสินใจจากเมืองไทยเก็บกระเป๋าบินลัดฟ้าหอบหัวใจพองโตมาที่เยอรมันเพื่ออยู่กับแฟน เริ่มเรียนภาษา 6 เดือน  ด้วยความที่อยากมีเงินเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง เพราะไหนจะค่าประกันชีวิต ค่ากิน ค่าเดินทาง ไม่อยากให้เป็นภาระแฟนแต่ฝ่ายเดียว  เลยเข้าไปเรียนทางด้านการจัดการร้านอาหาร (หลักสูตร 2 ปี) ที่ร้านอาหารไทย และดั้นด้นเรียน Adlon Hotel ต่ออีก 1 ปี จบออกมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารของโรงแรม หรือเรียกให้เก๋หน่อยก็ Restaurant Specialist “
“ ต่อมาพี่ไปทำงานที่ China Club Berlin ซึ่งเป็นคลับสำหรับคนมีตังค์ และเซเลบ ต้องเป็นเมมเบอร์เท่านั้นถึงจะได้เข้าไปใช้บริการ ราคาสมาชิกแพงมาก ‘ เคยอยู่ในลิฟต์เดียวกันกับ Sharon Stone และ Richard Gere ’ จำได้ว่า รู้สึกประทับใจกับสายตาอันอ่อนโยนของชายผู้มีชื่อเสียงที่คงจะมองผู้หญิงเอเชียตัวเล็กๆ มาตลอด พอเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ ตัวสั่นอยากจะวิ่งเข้าไปขอลายเซ็นต์แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเราต้องรักษาแบรนด์ของคลับที่ลูกค้าจะต้องได้รับความเป็นส่วนตัวสุด ๆ ”
แต่ก็ไม่วายชีวิตโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากเพื่อนร่วมงาน โดนสั่งให้ยกของหนัก ๆ เก็บถ้วยชามเยอะ ๆ เจอฝรั่งหน้าไหว้หลังหลอก โดนกระทำอยู่นานจนกลายเป็นความเครียดสะสม เครียดจัด เลือดออกจมูก จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตอีกครั้งหนึ่งคือตอนทำงานที่ China Club Berlin มีคนเดินเข้ามาถามว่า “ เธอมาทำอะไรที่นี่ แววตาเธอดูไม่มีความสุขกับงาน ” พี่สะอึก และถามตัวเอง ตัดสินใจลาออกจากที่ทำงาน หยุดพักเพื่อค้นหาตัวเองประมาณครึ่งปี

Thai people's story

” ชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ความซวย และโชคชะตาที่เล่นตลกกับพี่มันยังไม่จบเท่านี้ “
หน้าร้อน 2008 เริ่มคิดมาทำธุรกิจอาหาร ในงาน Karneval der Kulturen  งานแสดงวัฒนธรรมต่าง ๆ จากทั่วโลก เป็นงานที่มีชื่อเสียงมากของเบอร์ลิน งานมี 4 วัน โดนโกงขาดทุนไปกว่า 4000€  หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน มีงานเทศกาลฟุตบอลยุโรป EM 2008  ถ่ายทอดสดประมาณ 1 เดือน ฮึดอีกรอบตัดสินใจรับงานขายอาหารในเขตพื้นที่บริษัทโฆษณาที่จะมีการจัดงานถ่ายทอดสดทุกนัด ขายอาหารและเครื่องดื่ม หลังจากงานเสร็จทางลูกค้าอยากให้เปิดต่อ จึงตัดสินใจทำ และขายอาหารกลางวัน
“ และความซวยซ้ำซวยซ้อนเกิดขึ้นอีกครั้ง ”
7 วันต่อมา  พี่ได้รับโทรศัพท์จากพี่คนที่เข้าไปเปิดร้าน บอกว่า “ ส้มร้านโดนเผา  ” ตั้งสติได้รีบไปที่ร้าน ต้นไม้ที่เราปลูกมาหลายปี โต๊ะ เก้าอี้ที่ตั้งไว้ ถูกโยนทุบ แถมจุดที่เผาก็ราคาแพงที่สุด ร้านโดนเผาแบบวอดวาย ขาดทุน เสียหายกว่า 15000€ ไม่รู้ว่าใครเผา ไม่เคยไปสถานีตำรวจก็ได้ไป สุดท้ายก็จับคนเผาไม่ได้
หน้าหนาว ปี 2008 เริ่มต้นใหม่แบบติดลบ ทั้งอากาศ ทั้งการเงิน แต่ใจไม่เคยท้อ มีไอเดียที่จะสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนสอนอาหารฝรั่ง สมัครไป 4 ที่ หนึ่งในนั้นเป็นร้านอาหารไทย และร้านฝรั่ง 3 ร้าน สรุปว่าร้านฝรั่งรับพี่เข้าทำงาน “ แต่ร้านไทยไม่รับด้วยเหตุผลที่ว่าพี่แกะสลักผลไม้ไม่ได้ ”
เมื่อรู้ว่าจะได้เริ่มทำงาน ตื่นเต้นมาก ตั้งใจค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือดี ๆ ลงมือทำอาหารไทยอย่างละเอียดด้วยตัวเอง การตอบรับดีเกินคาด วันแรกที่สอนมีนักเรียน 12 คน (เรารับมากสุด 12คน/คอร์ส) สอนคนเดียวมีผู้ช่วย 1 คน เครื่องล้างจานไม่มี คิดดูว่านักเรียน 12 คน ใช้จานช้อนไปเท่าไหร่ คอร์สใช้เวลาจาก 1 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน ก่อนจะเลิกทุกคนแฮ้ปปี้มาก นักเรียนลงขันกันให้ทิปพี่กับน้องคนที่ช่วยล้างจานและเป็นลูกมือ 50€ ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับ cooking class เงิน 50 ยูโรนั้นพี่ก็ให้ผู้ช่วยไปทั้งหมดเพราะถ้าไม่มีเขา นึกไม่ออกเลยว่าคลาสแรกของพี่มันจะเป็นยังไง ก่อนกลับนักเรียนเดินเข้ามาบอกว่า “ ส้ม เธอสอนได้ดีมาก สอนง่าย สบาย ๆ ไม่ซีเรียส มีความเป็นเอกลักษณ์ สนุกสนาน ที่สำคัญทำให้เราเข้าใจความเป็นไทยที่สื่อมาทางอาหารที่เธอพาเราทำ และก็อร่อยมาก ไม่มีสารเจือปนใด ๆ (พี่ตำน้ำพริกเอง, ต้มน้ำซุปเอง และไม่ใส่ผงชูรส) ”
ความมั่นใจ และภาคภูมิใจในความเป็นไทยที่เราได้ถ่ายทอดออกไปวันนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำ Catering และทำ Private Chef
ปี 2010 พี่ทอมลาออกจากงานมาช่วยพี่อย่างเต็มตัว เช่าครัวร่วมกับบริษัท catering อื่น ๆ รับทำเป็น full service catering ในนามของบริษัท Glücksmädchen Catering ได้มีโอกาสทำงานให้กับแบรนด์ดัง ๆ อย่าง BMW, BAYER PHARMA, Hongkong Tourism, Singapour Tourism, Macau Tourism, SoundCloud, Boston Consulting Group, Qatar Airlines, Finnair PLC, GIZ GmbH, Ebay, Paypal, Kayak, Arbnb นอกจากนี้พี่มีโปรเจคงานสอนของพี่ Siripen Lingk-the LittleChef รับสอน อบรม Workshop ให้กระทรวงพาณิชย์ สถานทูตไทยในเบอร์ลิน ตั้งแต่ปี 2015-2018 รับให้คำปรึกษาในเรื่องทำธุรกิจด้านร้านอาหารไทยและเอเชียให้บริษัทต่าง ๆ
“ จะทำธุรกิจที่นี่ต้องมีความอดทนและเต็มที่กับงาน ต้องให้ใจมากกว่า 100% เพราะคนเยอรมันโดยเฉพาะคนเบอร์ลินเป็นคนที่รอบคอบในการใช้ชีวิต ข้อดีของเบอร์ลินคือเป็นเมืองใหญ่ คนส่วนใหญ่จะเปิดรับไอเดียและวัฒนธรรมใหม่ๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุดคือ döner kebab ที่มีจุดเริ่มต้นที่เมืองนี้ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะต้องรู้จริง มี creative และรักษาคุณภาพตลอดเวลา เพราะคู่แข่งก็มีมาก ”

Thai people 's story

 “ กลิ่นไอดินหลังฝนตก แดดอ่อน ๆ ผักผลไม้แบบไทย ๆ ที่ไม่ค่อยมีอย่างพวก ผักเม็ก ผักโขม น้ำพริก ข่า ลาบ น้ำตกหน้าตาแบบบ้าน ๆ ทำให้คิดถึงบ้านที่ร้อยเอ็ด แต่การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ‘เอาวัฒนธรรมการกินแบบไทย ๆ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรไทย ใส่ความเป็นมืออาชีพในการจัดการจุดนี้ทำให้พี่มีความรู้สึกว่าการทำงานของเรามีคุณค่า และสิ่งที่ได้มามากกว่าเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือนนั่นคือสายตาที่บ่งบอกว่าลูกค้ามีความสุขและประทับใจกับอาหารและการบริการของเรา’ กรุงเบอร์ลินมีประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นความอดทนโดยเฉพาะคนสมัยก่อนอย่างคุณยายของพี่ทอม(แฟนของพี่) ในความอดทนที่ตัวพี่มีอยู่แล้วเมื่อได้เห็นและฟังเรื่องราวต่าง ๆ ก็ทำให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตในต่างแดนต่อไป ”
 “ พี่ฝันอยากจะทำ Thai Food Academy สถาบันสอนทำอาหารไทยที่ใช้วัตถุดิบจากเมืองไทยและวัตถุดิบจากท้องถิ่นที่นี่แต่จะคงรสชาติแบบไทย เผยแผ่วัฒนธรรมการกินของคนไทยแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ ซึ่งคนที่นี่ให้ความสนใจ รวมไปถึงคนไทยที่เกิดและโตที่นี่  ฝันที่สองคือเขียนหนังสือ/ตำราอาหารในสไตล์ของพี่ ที่จะเน้นเรื่องราว ประวัติของพี่ในฐานะคนไทยที่อยู่ที่นี่ ซึ่งสูตรอาหารจะเป็นสูตรที่ได้ทำตั้งแต่เริ่มทำบริษัท รวมทั้งสูตรใหม่ ๆ ที่ได้คิดมาตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจ ”
 “เบอร์ลินเป็นเมืองที่หากคุณมีไอเดียและกล้าที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง คุณก็สามารถประสบความสำเร็จได้ สิ่งสำคัญคือความอดทนและใส่ใจ คนเยอรมันเป็นคนขยัน ตั้งใจ และความอดทนสูง ขี้บ่นนิดหน่อยแต่มีความจริงใจ ตรงมาตรงไป คิดยังไงก็พูดและแสดงออกมา ซึ่งบางครั้งอาจจะดูกระด้างไปนิดแต่สำหรับพี่เองชอบทำธุรกิจแบบเยอรมัน และท้ายที่สุดรู้สึกชื่นใจและแฮ้ปปี้ที่เห็นลูกค้ามีความสุข ประทับใจกับการทำงานของเราที่สื่อออกมาทางอาหารที่เราตั้งใจทำออกไป ซึ่งจะมีสุภาษิตเยอรมันที่ว่า “Mann ist was Mann isst”

Thai people's story

สิริเพ็ญ จันทมงคล-ลิงค์ เป็นคนไทย (ในเบอร์ลิน, เยอรมันนี )

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here